ระบบโกล์-ไลน์ แม่นยำหากไร้สิ่งแปลกปลอม

 

 

กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา หลังมีรายงานจากรัสเซียว่า ระบบโกล์-ไลน์ ในฟุตบอลโลก 2018 อาจทำหน้าที่ไม่ได้เป๊ะอย่างที่คิด จากการถูกรบกวน

 

โดยสำนักข่าวรายใหญ่ของรัสเซีย (ระดับเดียวกับรอยเตอร์, เอพี หรือเอเอฟฟี) ที่ชื่อ ‘ทีเอเอสเอส’ (TASS) ได้ออกมาระบุว่า เครื่องแจ้งเตือน และตรวจจับสัญญาณไฟไหม้ภายในสนามลุซนิกิ สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นสนามหลักของฟุตบอลโลก 2018 นั้น ใช้คลื่นความถี่เดียวกับระบบโกล์-ไลน์ ของบริษัท ฮอว์ค-อาย

 

ซึ่งนั่นทำให้มีคำถามสำคัญตามมาว่า จะเกิดปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนกันเองหรือไม่? โดย ‘ฟีฟ่า’ เอง ไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนถึงเรื่องนี้ด้วยว่า ระบบโกล์-ไลน์ มีโอกาสทำงานผิดพลาด จากเครื่องตรวจจับสัญญาณไฟไหม้ในลุซนิกิ สเตเดี้ยม ที่จะต้องถูกใช้เป็นสังเวียนนัดชิงชนะเลิศหรือไม่?

 

ต้นตอของเรื่องนี้ เกิดขึ้นในการแข่งขันนัดที่ 2 ของกลุ่มบี คู่โปรตุเกสกับโมร็อกโก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่ง ทีเอเอสเอส พบว่า เครื่องระบบแจ้งเตือน และตรวจจับสัญญาณไฟไหม้ 4 ตัวในสนามลุซนิกิ สเตเดี้ยม ใช้คลื่นความถี่ 868.3 – 868.8 MHz ที่อยู่ระดับเดียวกับตัวระบบโกล์-ไลน์ ของบริษัทจากเมืองผู้ดี

ม่ใช่แค่นั้น ยังมีการะบุว่า เทตร้า (Tetra) ผู้ให้บริการระบบสื่อสารในเมืองรอสตอฟของรัสเซีย ได้ปรับคลื่นความถี่ที่ใช้งาน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับระบบโกล-ไลน์ในสนามรอสตอฟ อารีน่า ด้วยเช่นกัน เรียกว่า โกล์-ไลน์ มีโอกาสอาจเจอปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่ผู้ให้บริการเองก็ยังคาดไม่ถึง

 

สำหรับเทคโนโลยี โกล-ไลน์ในฟุตบอลโลก 2018 มีผลงานชัดเจนในการตัดสินลูกยาก นัดที่ฝรั่งเศสชนะออสเตรเลีย 2-1 กับจังหวะที่ พอล ป็อกบา ดีดลูกฟุตบอลไปชนคานบน แล้วเด้งลงมาข้ามเส้นประตูไป 2-3 ซม. เท่านั้น ซึ่งก็มีความกังวลกันว่า ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน ลูกนี้อาจไม่เป็นประตูก็ได้

แน่นอน งานนี้คงต้องมีการคุยกันให้ละเอียดกว่าเดิม ทั้งฟีฟ่า, ฮอว์ค-อาย รวมถึงผู้ดูแลระบบสนาม และผู้ที่ให้บริการระบบสื่อสาร เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *